สนามหลวง

ตีแผ่ สนามหลวง กับ แหล่งขายบริการทางเพศ สถานที่ขายตัว
การพูดคำหยาบ เป็นพฤติกรรม ที่ไม่สมควรเลียนแบบอย่างยิ่ง
ตอนที่ 1 – สนามหลวง ฝรั่งขี้นก ละครหลังข่าว
วันนี้ ก็เหมือนเดิม ผมออกมาจากมหาลัยตอน 3 ทุ่มครึ่ง กว่าจะกลับไปถึงก็ 4 ทุ่มครึ่ง โดนน้าด่าแน่ๆ เตรียมใจไว้แล้ว ข้ออ้างเดิมๆ ข้ออ้างเดิมๆๆๆๆ บอกกับตัวเองเอาไว้ ข้ออ้าง เอี้ยๆ เดิมๆ กิจกรรม งาน ที่เยอะเอี้ยๆ เหมือนเดิม งาน กิจกรรมเดิมๆ แต่จากนั้น ผมก็ถอนหายใจเมื่อได้คิดว่า สิ่งที่แย่ยิ่งการการโดนน้าด่าคือ การที่ผมต้องฝ่าฟันการจราจร หรือยืนเบียดกับคนอื่นบนรถเมล์แม้ในเวลาที่ดึกเช่นนี้

ผม เดินผ่านทางเดินที่รายล้อมไปด้วยต้นมะขามของสนามหลวง ผมรู้ ผมไม่ควรมาเดินตรงนี้ในเวลาที่เสี่ยงกับการโดนจี้แบบนี้ ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิด แต่ผมก็ยังเดินต่อไป บางทีผมแค่อยากเห็นแสงสีทองที่ส่องอย่างสวยงามมาจากพระบรมมหาราชวังตรงหน้า ก็เป็นได้

ในระหว่างทางที่กำลัง เดินอยู่นั่นเอง ผมก็ได้ยินเสียงของหญิงชายคู่หนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ผมเห็นคนสองคนนั้นได้อย่างชัดเจนเมื่อพวกเขาเดินตัดเงาไม้เขามาใกล้ขึ้น ชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างผอมสูง กำลังเอามือใหญ่ๆ ของเขาสางผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองจนกระเซอะกระเซิง เขาเดินช้าๆ อย่างงุ่มง่ามเพราะสิ่งที่กำลังฉุดรั้งแขนของเขาเอาไว้ หญิงไทยผิวคล้ำคนหนึ่งคนหนึ่งที่ผมไม่สามารถเรียกเธอว่า หญิงสาว ได้อย่างเต็มปาก กำลังเกี่ยวแขนของเขาไปพลางซบศีรษะไปที่คนข้างๆ

นะๆๆ ไอ เลิฟ ยู นะ โก ดริ๊งค์ ไอ กับ ยู ไปไหม? มิสเตอร์? เธอพยายามพูดภาษาอังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ถึงจะฟังดูน่ารำคาญ การแสดงออกทางกายของเธอคงทำให้ผู้ชายทุกคนไม่สามารถละสายตาจากเธอไปได้แน่ๆ เธอดึงตัวฝรั่งหนุ่มมาควงแขนไว้แน่น อิงหน้าของเธอซบลงบนร่างของเขา

Well if you say so. I guess I have no choice. ชายคนรักของเธอยิ้มหวาน

ผม ได้ยินเสียงพูดที่ดังมาเต็มสองหู ทั้งๆ ที่ใจจริงก็ไม่ได้คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเลย แต่เสียงแหลมๆ ที่ดังเหมือนแมวครางของผู้หญิงคนนั้นก็ทำให้ผมอดปรายตาไปมองไม่ได้ เธอยังโอบเขาไว้ ใช้คำพูดอ้อนวอนด้วยเสียงหวานที่ออกมาจาก ….ใจ?

ต้องไม่คิดอะไร ไม่ ผมไม่คิดอะไร แม่ง มีผัวฝรั่งแล้วจะอะไรหนักหนาวะ ไม่คิดอะไร ไม่ดูถูก ทำอะไรมันดีกว่านี้หาเงินซื้อข้าวแดกไม่ได้เหรอ? อย่า อย่าแม้แต่จะคิดสวยตรงไหนวะ? อย่า วิษณุ อย่า

ผม ยกมือกำหมัดแล้วเขกกะโหลกตัวเองเบาๆ เพื่อเอาความคิดต่างๆ นานาออกจากหัว เรื่องของเขาสิ ผมไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ถ้าเขาจะหาเงินด้วยวิธีอะไร หรือมีอาชีพอะไร ตราบใดที่มันไม่เกี่ยวกับผม ผมก็ไม่เห็นต้องไปแคร์ แล้วผมก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปดูถูกคนที่มีทางเลือกน้อยกว่าผมด้วย

Hey! เสียงเรียกเสียงหนึ่งดังขึ้น แต่ผมก็ยังเดินต่อไป

Hey! You boy over there!?
บอย? เด็กผู้ชาย?

ผม หยุดเดินทันทีเพราะเสียงตะโกนที่ยังไม่เงียบลง เมื่อผมหันหลังกลับไป ฝรั่งคนเมื่อครู่เดินเข้ามาหาผม และผู้หญิงคนเดิมก็จับมือเขาเกาะตามมา ผมมองบุหรี่จะกำลังส่งควันในมือเขาอย่างขยะแขยง

Ah.. Excuse me? เขาเอ่ยปากด้วยท่าทีที่ดูมึนๆ เหมือนคนเมา Can I ask you something?

ผมไม่ได้ตอบรับ เพราะกำลังงงๆ ทำไมอยู่ดีๆ ฝรั่งเสื่อมๆ คนเมื่อกี๊ถึงทำท่าเหมือนนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ ที่กำลังจะถามทางได้ล่ะ?

มิสเตอร์! เพื่อนหญิงของเขาร้องเรียก พร้อมกับดึงแขนเขาเพื่อให้เขาไปจากที่นี่สักที

ชาย ผิวขาวส่งยิ้มกลับไปให้สาวสวยข้างๆ เธอสงบลงทันที และตอนนั้นเอง เขาก็จับมือทั้งสองข้างของเธอไว้ โน้มหน้าไปพูดกับเธอเป็นเชิงขอร้อง Could you tell him that Id like to take him out? เทค ฮิม เอาท์? วอท? หมายความว่า? เมื่อพูดจบ เธอคนนั้นก็หันมามองหน้าผมอย่างสับสน อย่าว่าแต่เธอเลย ผมก็สับสน ผมแทบฟังสำเนียงอเมริกันเร็วๆ ที่เขาพูดไม่ออกด้วยซ้ำ

ผมส่ายหน้าแล้วเตรียมตัวจะเดินหนีไปเพราะยิ่งอยู่ก็ยิ่งเสียเวลา Hey, wait! เจ้าของเสียงเดินเข้ามาดักหน้าผมไว้ ห่า กูจะรีบกลับบ้าน ผมไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอลล์จากตัวเขา แต่ดวงตาสีฟ้าที่ลอยขวางก็ทำให้ผมสงสัยว่าเขาเมาหรือเปล่า ผมจำใจหยุดเดิน รอให้เขาพูดต่อ

Just tell me how much do you want for a night. ฝรั่งแปลกหน้าพ่นคำพูดที่แสนสกปรกออกมา ผมส่วนผมก็ปากค้าง ยืนอึ้ง สารบบข้อมูลที่แสนเฉื่อยชาของผมกำลังเรียบเรียงประโยคภาษาอังกฤษแปลออกมา เป็นภาษาไทย Nah เขาถอนหายใจและเบ้ปากอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อต้องรอผม หญิงที่ไม่ยอมปล่อยเขาก็เช่นเดียวกัน เธอเริ่มหมดความอดทนแล้ว DOYOUUNDER-STAND? WHAT-I MEAN-IS-THAT-HOW-MUCH-DO-WANT-FOR-A-FUCK? ประโยคที่พูดอย่างช้าๆ แยกคำเป็นคำชัดเจนดังมาจากชายชาวอเมริกัน ส่วนผมคิดว่าตัวเองเข้าใจทุกอย่างทันทีเมื่อได้ยินคำสบถจบประโยค

ฟัก…?
ฟักยู?
ฟักเกอร์?
ฟักกิ้ง คันท์….? ฟักยู..ไอ้เห้ ไอ้ฝรั่งขี้นก มันพูดอะไรของมัน? มึงนึกว่ากูเป็นอะไร สาด แต่จะว่าไป ผมเหมือน..ผู้ชายขายตัวขนาดนั้นเลยเหรอ? บ้าน่า.. โคดบ้า.. ยังไม่ถึงสี่ทุ่มเลยไม่ได้เหรอ? ผมเกือบจะเงื้อมือไปต่อยฝรั่งเวรตรงหน้าให้ล่มคว่ำ แต่ก็ต้องต้องห้ามตัวเองไว้ เพราะการมีเรื่องกับคนผิวขาวในเมืองไทยน่ะ มันก็เหมือนกับหาเรื่องติดตารางหัวโต เท่านั้น ไม่ว่าจะผิดหรือถูก คนที่ตำรวจจะเข้าข้างมากกว่าก็ต้องเป็นคนผิวขาวอยู่ดี เพราะว่าเขา… เป็นแขกบ้านแขกเมือง

ซอรี่ ผมพูดเบาๆ แล้วไปจากเขาอย่างหัวเสียที่สุด ไอ้ฝรั่งขี้นกที่รู้จักกรุงเทพ และเมืองไทยเป็นแค่ดินแดนแห่ง เซ็กส์ และ ยาเสพติดฟัก ยู ไปตายซะ ไอ้ห่าเอ๊ย

วิษณุ พลหล้า หนุ่มเมืองเหนือบ้านนอกๆ ได้พบเจอกับโลกที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไป แต่ก็ไม่ใช่ว่า ผมจะไร้เดียงสาไม่รู้เลยว่ารอบสนามหลวงยามค่ำคืนนั้นมีอะไร มันน่าแปลกใจนะ ทุ่งพระสุเมรุ สถานที่ที่น่าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ สถานที่ที่ครอบครัวสามารถพาลูกมาเล่นว่าวหรือว่ามาเดินเล่น ที่พักผ่อนแห่งสำคัญของคนกรุง แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกลงสถานที่นี้กลับกลายเป็นสถานที่ไม่มีใครกล้าเดินคน เดียวหรือถ้าเดินคนเดียวก็จะคิดเสมอว่าตัวเองอาจจจะโดนจี้ สถานที่ที่กลายเป็นแหล่งหากินของคนที่ทำงานบริการทางเพศ ที่นอนของคนที่ไม่มีที่พักที่อยู่ สนามหลวงกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

พอ มาคิดๆ ดูแล้ว ผมไม่น่าโกรธฝรั่งคนนั้น สิ่งที่คนต่างชาติหลายๆ คน หรือสิ่งที่ฝรั่งคนนั้นรู้มันก็มาจากการแสดงออกของคนไทยทั้งนั่นไม่ใช่เหรอ?

แค่ให้คิดอยู่คนเดียว มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไปไม่ได้หรอก ไม่มีทาง

ผม เก็บอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองไว้แล้วกระโดดขึ้นรถเมล์กลับบ้าน โชคดีที่วันนี้รถไม่ค่อยติดเท่าไหร่เลยมีที่นั่งไปตลอดทางจนสุดสายซึ่งเป็น ป้ายที่อยู่หน้าปากซอยบ้านผมพอดี ผมนั่งรถมอร์ไซค์เข้าไปต่อ วันนี้ผมต้องเสียค่ารถไปเท่าไหร่แล้วนะ? ค่ารถไปกลับ 40 ค่ารถมอร์ไซค์เข้าซอยไปกลับ 30 ทั้งหมด 70 บาท ทำไมผมต้องเอาที่สามารถเอาเงินที่ซื้อข้าวกินได้สองมื้อมาทุ้มให้กับค่ายาน พาหนะไปไหนมาไหนด้วย?

แต่ก็ต้องทน แค่ทน เพราะผมคงกลับไปเรียนมหาลัยที่ลำปางไม่ได้อยู่ดี
ที่อ่านเป็นการตัดข้อความบางส่วนออกไปนะครับ
ที่มา http://bosie.exteen.com/20060611/novel-bkk-1

4 thoughts on “สนามหลวง

  1. สก๊อยมาขายตัว สนามหลวง
    สังคม เมืองเสื่อมหนักเมื่อบรรดาเด็กแว้นต่างพาแฟนสาวสก๊อยมาขายตัว ท้องสนามหลวง แหล่งขายบริการทางเพศ
    สังคม เมืองเสื่อมหนักเมื่อบรรดาเด็กแว้นต่างพาแฟนสาวสก๊อยมาขายตัว เพื่อหาเงินมาเที่ยวเตร่และแต่งรถจักรยานยนต์ซิ่งเล่นเท่านั้น เวลานานกว่า 1 สัปดาห์ที่ ออกสำรวจและเฝ้าสังเกตบริเวณรอบๆ ท้องสนามหลวง

    ศูนย์รวมของเด็กสก๊อยที่มายืนรอขายบริการ เริ่มตั้งแต่ 5 โมงเย็นของทุกๆ วันจะมีกลุ่มเด็กแว้นขี่รถจักรยานยนต์แต่งซิ่งมีสาวสก๊อยซ้อนท้าย ทยอยมารวมตัวกันรอบๆ สนามหลวง บริเวณ 3 จุดใหญ่ คือ หัวมุมติดสะพานปิ่นเกล้า ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวมุมด้านวัดพระแก้ว
    แต่ละจุดจะมีเด็กสก๊อยในชุดคล้ายๆ กัน สวมกางเกงยีนขาสั้นบ้างกางเกงขาสั้นลายดอก เสื้อรัดรูปแขนกุดสีสันฉูดฉาดโชว์เนินเนื้อวัยแตกสาว ทยอยออกมายืนอยู่ริมฟุตปาทกลุ่มละ 5-6 คน โดยกระจายกันอยู่เป็นแนวยาว ยิ่งเวลาผ่านไปเด็กสก๊อยต่างทยอยมาสมทบมากขึ้น ซึ่งช่วงที่มีเด็กสาวมากที่สุดตั้งแต่เที่ยงคืนไปจนถึงตีสอง จำนวนถึง 50-60 คน

    ส่วนเด็กแว้นเองยังคงวนเวียนอยู่บริเวณใกล้เคียง บ้างรวมตัวกันอยู่ฝั่งตรงข้ามสนามหลวงด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากใครเคยผ่านไปจะสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์แต่งซิ่งจอดเรียงรายอยู่หลายสิบ คัน เพื่อคอยเฝ้าดูแลเด็กสาวของพวกตน นานๆ ทีจะเห็นภาพรถจักรยานยนต์กว่า 20-30 คัน แตกฮือออกมาจากสองฝั่งถนนรอบสนามหลวง หมายถึงคนดูต้นทางให้สัญญาณแล้วว่ามีตำรวจสายตรวจขับผ่านมา
    “ฟ้า” เด็กสาววัยเพียง 16 ปี เป็นหนึ่งในสก๊อยที่มาขายบริการ เธอเริ่มอาชีพนี้ครั้งแรกเมื่อ 7 เดือนก่อน โดยการชักชวนของเพื่อนๆ ในกลุ่มเด็กแว้น ฟ้าลังเลอยู่นานพอสมควร เพราะทำใจไม่ได้ที่จะต้องมาขายบริการทางเพศ แต่เนื่องจากไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยและเที่ยวเตร่เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ประกอบกับทนคำรบเร้าของแฟนหนุ่มไม่ไหว จึงจำใจมาขายบริการที่ท้องสนามหลวงตามอย่างเพื่อนๆ ในกลุ่ม
    ฟ้าเข้า มาอยู่ในแก๊งรถจักรยานยนต์ซิ่งครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 13 ปี เหมือนเช่นเพื่อนสาวในละแวกบ้าน ทำให้รู้จักเพื่อนผู้ชายหลายคน ตั้งแต่นั้นมาเธอกับเพื่อนๆ ก็กินเที่ยวด้วยกันมาตลอด เมื่อเพื่อนในกลุ่มเริ่มจับคู่เป็นแฟนกัน ทุกครั้งที่ฟ้าเห็นเพื่อนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์สวยๆ แล้วเกิดความอิจฉา อยากมีอยากเป็นแบบนั้นบ้าง สุดท้ายก็มีแฟนหนุ่มเป็นตัวเป็นตน

    นับ ตั้งแต่ เข้ามาอยู่ในแวดวงเด็กซิ่ง ฟ้าซึมซับวัฒนธรรมในกลุ่มอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเรื่องเซ็กส์ ยาเสพติด และการพนันแข่งรถ โดยมีเด็กสาวเป็นเดิมพัน ฟ้าบอกว่าเรื่องที่คนภายนอกมองเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในกลุ่มเด็กซิ่งแล้วถือเป็นเรื่องธรรมดา ใครที่กล้าเอาตัวเป็นเดิมพันจะได้รับการยอมรับคนในกลุ่มชนิดว่า เจ๋งที่สุดของแก๊งเลยทีเดียว
    “การเปลี่ยนคู่นอน แลกคู่นอนในกลุ่มเด็กแว้นถือเป็นเรื่องธรรมดามาก โดยเฉพาะตอนเมายา เงินที่พ่อแม่ให้ไม่พอใช้ ไหนจะเที่ยว ไหนจะแต่งรถ สุดท้ายทนแรงคะยั้นคะยอจากแฟนไม่ไหวก็เลยมาขายบริการที่สนามหลวง ลูกค้าส่วนใหญ่ขับรถดีๆ ทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มออฟฟิศ คนแก่ก็มีบ้าง บางคนก็ต่อราคาบางคนก็ไปเลย” ฟ้าบอก

    เด็กสาวจะ เริ่มทำงานตั้งแต่ 2 ทุ่ม ไปจนถึงตีสาม สนนราคาค่าตัว 600-1,000 บาท ไม่แน่นอนตายตัวขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและลูกค้า หากช่วงหัวค่ำยังไม่ค่อยมีเด็กสก๊อยมากนักราคาอาจจะอยู่ที่ 800 บาท หากต้องการให้ทำออรัลเซ็กส์ด้วยต้องจ่ายเพิ่ม 200 บาท พอเริ่มดึกขึ้นมานิดเด็กเริ่มทยอยกันมาราคาก็อาจลดลงมาที่ 600 บาท หรือถ้าวันไหนไม่มีลูกค้าเลยก็อาจจะเหลือแค่ 400 บาทเท่านั้น ในจำนวนนี้ไม่รวมค่าโรงแรมหลังกระทรวงมหาดไทยหรือฝั่งธน อีก 200-450 บาท หากไม่ใช่โรงแรมที่ระบุไว้ก็จะไม่ให้บริการ
    คืนหนึ่งๆ ฟ้าจะรับแขกแค่ 3 คน มีรายได้ตกคืนละ 2,000 บาท หากทำทุกวันเดือนหนึ่งจะมีรายได้ถึง 6 หมื่นบาท แต่ฟ้าไม่ได้ทำทุกวัน จะเลือกเฉพาะคืนที่มีลูกค้าเยอะๆ ช่วงวันศุกร์-เสาร์ หรือช่วงวันที่ 15 และ 30 ของเดือน ซึ่งเป็นวันเงินเดือนออก หรือหากเงินหมดก่อนถึงจะกลับมาทำอีก สำหรับเงินที่ได้ก็จะหมดไปกับค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ค่าเที่ยว และที่สำคัญคือค่าแต่งรถของแฟนหนุ่ม

    ส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการส่วน ใหญ่นั้น จากการเฝ้าสังเกตจะพบว่าเป็นกลุ่มคนมีฐานะ ขับรถหรูราคาแพงมาจอดเจรจากับเด็กสาวเหล่านี้ไม่ขาดสาย ตั้งแต่หัวค่ำไปจนเกือบรุ่งสาง เมื่อตกลงกันได้แล้วเขาและเธอก็จะขับรถตรงไปยังโรงแรม โดยมีแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ตามไปรอรับกลับมาขายบริการต่อ ขณะเดียวกันก็คอยดูแลความปลอดภัยหรือป้องกันการถูกเบี้ยวค่าตัว
    การ เข้ามาของเด็กสก๊อยรอบสนามหลวงส่งผลให้หญิงขายบริการที่มีอายุมากแล้ว ที่ยึดสถานที่แห่งนี้เป็นหัวหาดทำกินมานานต้องขยับขยายไปทำมาหากินอยู่หลัง คลองหลอดแทน เนื่องจากสู้ความสวยและสดไม่ไหว ขณะเดียวกันก็จำต้องลดค่าตัวเหลือเพียง 300 บาท ซึ่ง “ใหญ่” เป็นหนึ่งในนั้น เธอถูกเด็กสก๊อยเรียกชนิดค่อนขอดว่า “ป้าใหญ่” แม้จะมีวัยแค่ 38 ปีเท่านั้น

    “ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไม่มีลูกค้ามาเรียกใช้บริการเลย เพราะเด็กรุ่นใหม่มาแย่งที่หมด ฉันและเพื่อนๆ เคยไปยืนอยู่ที่สนามหลวงก็ถูกกลุ่มเด็กแว้นไล่ทำร้ายหรือไม่ก็แกล้งแจ้ง ตำรวจมาจับ หนักๆ เข้าหญิงสาวที่อายุมากกว่า 30 ปีอย่างฉันก็จำต้องถอยออกมาจากสนามหลวง” ใหญ่กล่าว
    พ.ต.ต.สวัสดิ์ ภักดี สว.งานสืบสวนตรวจตราและควบคุม (ชป.2) ศูนย์สวัสดิภาพเด็กเยาวชนและสตรี ยอมรับว่า มีเด็กสาววัย 14-17 ปี มายืนขายบริการทางเพศที่สนามหลวงจริง โดยมาจากพื้นที่เสื่อมโทรมหลายแห่งทั้งย่านฝั่งธน และพระประแดง จากข้อมูลที่มีเด็กสก๊อยเหล่านี้จะมีทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจ ที่เลวร้ายที่สุดคือบางคนทำแลกกับยาเสพติด เงินที่ได้มาก็เอาไปใช้จ่ายร่วมกับแฟน บางรายก็จ้างมาเพื่อรับส่ง เรื่องนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข เพราะเข้าขั้นวิกฤติแล้ว ลำพังตำรวจคงแก้ไม่ได้ เนื่องจากจับกุมไม่ไหว เพราะรายได้ที่เด็กสาวได้รับมากกว่าค่าปรับเยอะ
    “ถึงเวลาที่เรา ต้องปรับการทำงาน การตามจับกุมคงเสียเวลาเปล่า ค่าปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ขายบริการวันหนึ่งๆ ได้มากกว่า 2,000 บาท เดือนหนึ่งรับไปหลายหมื่น” พ.ต.ต.สวัสดิ์กล่าว

    ด้าน นายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขามูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ ปัจจัยเรื่องเงินมีผลมากกว่าจิตใจ ทำให้หนุ่มๆ ยอมให้แฟนตัวเองถูกละเมิดเพื่อแลกกับเงิน ซึ่งไม่เคยมียุคไหนเลวร้ายเท่านี้อีกแล้ว วัยรุ่นไม่รู้สึกหวงแหนคนรัก เป็นเรื่องน่ากลัวมาก กลับกันฝ่ายหญิง ก็ไม่แคร์ที่ตัวเองตกเป็นเหยื่อ เชื่อว่าครั้งแรกเด็กสาวอาจจะกลัวและไม่กล้า แต่พอตัดสินใจทำแล้วเห็นว่าเงินได้มาง่ายก็เลยกลายเป็นความเคยชิน
    พร้อมกันนี้ นายมนตรีได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ด้าน คือ ครอบครัวอย่าให้ลูกอยู่ไกลตัว ดูแลและให้ความอบอุ่นเพียงพอ เรื่องต่อมาคือระบบการศึกษา เพราะปัจจุบันการศึกษาของไทยอยู่ในขั้นล้มเหลว อย่าให้เด็กหลงใหลกับบริโภคนิยม เห็นเงินเป็นพระเจ้า โดยส่วนตัวมั่นใจว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กเร่ร่อน มีครอบครัวที่อยู่ชัดเจน เพราะสามารถซื้อรถจักรยานยนต์ได้ สุดท้ายคือนโยบายพัฒนาประเทศ คนกำหนดนโยบายต้องการอะไรมากกว่ากัน ระหว่างความมั่งคั่งหรือความอบอุ่นในสถาบันครอบครัวและชุมชน
    ขณะที่ นางญาณี เลิศไกล ผอ.สำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ปัญหานี้มีมานานแล้ว พม.ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจพื้นที่และบ้านเกร็ดตระการอย่างต่อเนื่อง เรามีหน้าที่คุ้มครองเด็ก ภายหลังจากตำรวจควบคุมตัวเด็กที่ขายบริการแล้ว

    “ปกติ ที่สนามหลวงจะมีหญิงมาขายบริการอยู่นานแล้วเราทราบดี ก็พยายามเอาไฟไปติดให้สว่าง หวังจะปรามคนกลุ่มนี้ แต่บังเอิญว่าช่วงนี้มีกลุ่มเด็กแว้นและเด็กสก๊อยเข้าไปมากกว่าแต่ก่อน เลยเป็นอย่างที่เห็น ทุกวันมีการส่งตัวเด็กเข้าไปบ้านเกร็ดตระการ และเรียกผู้ปกครองมารับรู้รับทราบอยู่แล้ว” นางญาณีกล่าว
    นอกจาก นี้ ยังออกสำรวจตามแหล่งอันเป็นที่รู้จักของคนเมืองว่ามีการขายบริการอีกหลาย แห่ง เช่น หลังคลองหลอด แต่เดิมมีเพียงสาวประเภทสองขายบริการให้แก่แรงงานรายได้น้อย แต่ปัจจุบันมีหญิงสาวอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ถูกแย่งพื้นที่ทำกินย่านสนามหลวงมาจับจองพื้นที่อยู่บริเวณนี้ ราคาค่าบริการอยู่ที่ 300 บาท ส่วนสาวประเภทสองจะอยู่ที่ 150-200 บาท โดยจะไปจบลงที่โรงแรมละแวกนั้น
    บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหมไปจนถึงหลัง กระทรวงจะมีกลุ่มเกย์กว่า 50 คน วัยตั้งแต่ 15-30 ปี รูปร่างกำยำล่ำสันมายืนรอขายบริการให้แก่สาวแก่แม่ม่ายและบรรดาชายรักชาย ทั้งหลาย สนนราคาค่อนข้างแพง 500-1,000 บาท โดยใช้โรงแรมหน้ากรุงเทพมหานครเป็นที่ให้บริการ

    ขณะที่ หาบส้มตำหน้าหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงยังคงคึกคักและคราคร่ำไปด้วยแม่ค้าหน้า ตาจิ้มลิ้ม พอกแป้งหน้าเตอะ ทาปากสีสด ในชุดเสื้อผ้ารัดรูปไฉไลกว่าแม่ค้าส้มตำทั่วไป มีอยู่กว่า 30 หาบ เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักเที่ยวว่าพวกเธอมีอาชีพแฝงอะไร ราคาค่าส้มตำแต่ละครกแพงหูฉี่ 750-850 บาท แต่สำหรับบริการอย่างว่าแล้วก็ยังนับว่าถูกกว่าอีกหลายแห่ง หากหาบไหนว่างก็จะมีแม่ค้ารายใหม่สลับสับเปลี่ยนเข้าไปนั่งหน้าแป้นแล้นแทน ที่ทันที
    ถัดมาบริเวณสวนลุมพินีแหล่งที่นักท่องราตรีรู้จักมักคุ้น กันดี ด้วยมีเด็กสาวรุ่นๆ ไปจนถึงสาวสะพรั่งมากหน้าหลายตามายืนขายบริการไม่ซ้ำหน้ากว่า 100 คน ตั้งแต่ด้านถนนพระราม 4 ไปจนถึงหลังสวน ราคา 600-1,000 บาท ที่นี่มีลูกค้าตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงคนมีฐานะมาใช้บริการ ปัจจุบันหญิงสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีเอเย่นต์คอยดูแล โดยเรียกเก็บค่าหัวคิวจากพวกเธอหลังจากขับรถไปรับที่โรงแรมในซอยสวนพลู
    ทว่า ที่ไหนก็ดูเหมือนจะสู้หลังโรงแรมสยามเดิม ถนนรอคัลโรด ไม่ได้ ด้วยมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยผิวพรรณดีมายืนรอเรียงรายอยู่แน่นขนัด หากขับรถผ่านพานให้คิดว่ามีการปิดถนนชุมนุมประท้วงกันเลยทีเดียว หญิงสาวที่นี่ส่วนใหญ่มีงานประจำอยู่ตามสถานอาบ อบ นวด หรือคาราโอเกะจากทุกสารทิศใน กทม.เมื่อเลิกงานประจำก็จะทยอยมาอยู่กันที่นี่ สนนราคามีหลากหลายตามรูปร่างหน้าตา ตั้งแต่ 1,500 ไปจนถึง 2,000 บาท ยังไม่รวมค่าโรงแรมอีก 400-500 บาท

    เมื่อพูดถึงแหล่งขายบริการจะ ไม่พูดถึงตำนานอย่างวงเวียน 22 ก็กระไรอยู่ ด้วยเป็นที่รู้จักและแหล่งทำกินของหญิงสาวหลากหลายวัยมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวสูงวัยเมื่อเทียบกับ 3 แห่งข้างต้น “ป้าใหญ่ คลองหลอด” อาจจะดูสาวสะพรั่งขึ้นมาถนัดตาเมื่อมาที่นี่ ด้วยหญิงสาวส่วนใหญ่วัยกว่า 40 ปีแทบทั้งสิ้น ยืนหลบอยู่ตามซอกตึก ราคา 200-300 บาท
    ส่วนสาวรุ่นขึ้นมาหน่อยก็จะยืนอยู่หน้าโรงแรมแสงฟ้า ราคาค่าบริการจะอยู่ที่ 600 บาท บวกค่าโรงแรมอีก 200 บาท สุดท้ายคือที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เมื่อมีเด็กวัยรุ่นสาวๆ มายืนขายบริการอยู่ไม่น้อย สนนราคาอยู่ที่ 600 บาท ไม่นับรวมค่าโรงแรม
    ที่มา คม ชัด ลึก

  2. แดง 45 คน เรียงแถวเล่นงานผีขนุน สนามหลวงในวันเดียว
    ไทยรัฐ สกู๊ปหน้า1
    ม็อบเสื้อแดงยึดถนนราชดำเนินเป็นที่ตั้งทัพปักหลักกินนอน คาดว่าจะยาวนานแรมเดือน…ธุรกิจค้าขายย่านนั้น ที่เคยเงียบเหงาเป็นเป่าสากก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาทันตาเห็น

    เรียกได้ว่า…เหมือนถูกหวยจังเบอร์ก็ไม่ปาน ร้านแบกะดิน ร้านชำ ร้านอาหารต่างขายดิบขายดี รวมไปถึงหอพักโรงแรมเล็กใหญ่ ห้องหับถูกสั่งจองนานกันเป็นอาทิตย์

    และ…รวมไปถึงเหล่าขบวนการ “ผีขนุน” ธุรกิจอมตะนิรันดร์กาลแห่งคลองหลอด ที่ได้รับผลบวกจากม็อบเสื้อแดงไปเต็มๆ

    เชื่อหรือไม่? แค่วันเดียว คุณเธอรับแขกแบบลืมตาย…มากถึง 21 คน

    เมื่อต้องรับลูกค้ามากมายขนาดนี้…จะมีรายได้สักเท่าไหร่ คุ้มมากน้อยแค่ไหน ลองมาฟังถ้อยแถลงจากพวกเธอกันดู

    “หนูบอกตรงๆเลย น้ำขึ้นต้องรีบตัก ขืนชักช้าโอ้เอ้ ก็เลิกก้นกลับไปนอนบ้าน…มิดีหรือ” หยาดรุ้ง (นามสมมติ) วัย 26 ปี บอก

    หยาดรุ้งมีสถานะเป็นแม่ม่าย หน้าตาจัดว่าดีทีเดียว คิ้วเข้ม ผิวเนื้อดำแดง ผมยาวประบ่า โกรกสีน้ำตาลแลดูสบายตา คะเนรอบอกราว 35 นิ้ว…สูง 166 เซนติเมตร น้ำหนัก 55 กิโลกรัม ยืนอยู่ในชุดเสื้อกางเกงยีนส์สี น้ำเงินอ่อน

    รอยยิ้มที่แย้มให้คู่สนทนาแม้จะเพียงน้อยนิดแต่ก็ซ่อนเสน่ห์ลึกบาดใจชายทุก เพศวัย วันนี้ (22 มี.ค. เวลา 17.00 น.) เธอรายงานตัวอยู่ตรงบริเวณปากซอยบูรณะศาสตร์

    หยาดรุ้ง บอกว่า ก่อนจะทำงานรอบนี้ต้องพักกินข้าวก่อนไม่งั้นตาย ถ้าเป็นตอนเช้าก็กินนิดหน่อย เที่ยงกินแต่น้ำ เพราะได้ลูกค้าตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไม่ทันทิ้งช่วงเท่าไหร่ก็ได้ลูกค้าเข้ามาอีกติดๆกัน

    “เรียกว่า…พอออกจากโรงแรม แยกคนนั้น…ก็มาได้คนนี้ แยกจากคนนี้ ก็ได้ลูกค้าคนใหม่”

    สถานการณ์เช่นนี้ ตามประสาคนอาชีพนี้ ถือว่าเป็นงานหนักมากๆ แต่เมื่อโอกาสมาเยือน ก็ต้องเต็มใจและพอใจที่จะทำมัน เพราะลูกค้าแต่ละคนมันหมายถึงเงิน ที่เป็นทั้งค่าอาหาร ค่าเทอมลูก และหมายรวมไปถึงค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด

    สกู๊ปหน้า 1 ยิงคำถามอีกชุดใหญ่…ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ได้แขกไปกี่คนแล้ว? เทคนิคพิเศษอย่างไรบ้าง? ลูกค้าแต่ละคนใช้เวลากี่มากน้อย และเสียค่าบริการเท่าไหร่

    หยาดรุ้งหัวเราะร่วน ก่อนที่จะตอบอย่างมั่นใจว่า…”วันนี้ 21 แล้ว กว่าจะถึงตีสามคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 45 คน เป็นอย่างน้อย

    อย่างเมื่อคืนก่อน…น้อยหน่อยได้แค่ 37″

    เหตุที่น้อย เพราะรู้ตัวว่าเหมือนจะเป็นไข้ จึงกินยา กลับไปพักผ่อน

    เหตุที่จำจำนวนได้แม่นยำ เพราะจะจดบันทึกไว้หมด ชื่อ…ที่อยู่…เบอร์โทรศัพท์ บ้านอยู่ที่ไหน ข้อมูลเหล่านี้ไม่มีใครบอกตรงๆหรอกนะ อาศัยเทคนิคพูดคุยกันไปเราก็จำเอาไว้

    ลูกค้า…รายได้ในช่วงเวลานี้ เทียบกับช่วงก่อนไม่มีม็อบ…เต็มที่รับแขกไม่เกิน 10 คนต่อวัน คนละ 300 ถึง 500 บาท ตกวันละ 3,000 ถึง 4,000 บาท

    พอมีม็อบ นปช. แต่ละวันรายได้ก็เพิ่มขึ้น 3 ถึง 4 เท่าตัว

    สำหรับหยาดรุ้ง ตั้งแต่มีม็อบ เธอยอมรับว่า มีรายได้กลับบ้านวันละ 12,000-20,000 บาท

    “รายได้ขนาดนี้ว่ามากแล้วนะ…ก็ยังมีข่าวว่า บางคนทำเงินได้มากกว่า เพราะหน้าตาดี เรียกราคาได้รอบละ 800-1,000 บาท”

    หยาดรุ้ง บอกอีกว่า ลูกค้าบางคน…เราประทับใจเขามาก ใจกว้าง ให้เงินพิเศษ ก็จะจดบันทึกเก็บไว้ ขณะเดียวกัน ก็จะแจกเบอร์โทร.กับแขกไปด้วย แต่จะให้เป็นบางคนเฉพาะที่ดูแล้วเรียบร้อย ไม่ดื่มเหล้าเบียร์ เพราะเชื่อว่า…เขาจะเป็นลูกค้าขาประจำในอนาคต

    เทคนิคเฉพาะตัว ที่หยาดรุ้งขอให้เรียกว่า…”ยุทธวิธีจับ” เธอว่าง่ายมากๆ อย่างแรกเลย เราต้องแต่งตัวดูดี ดูเรียบง่าย ไม่แต่งตัวสีฉูดฉาด ไม่แต่งโป๊…ถ้าเราแต่งโป๊เปิดโน่น เห็นนี่เมื่อไหร่ เท่ากับปิดกั้นการหากิน

    “เชื่อว่า…ผู้ชายส่วนใหญ่ ไม่ต้องการมีอะไรกับหญิงที่แสดงออกแบบนี้”

    จุดสำคัญ เนื้อตัวต้องสะอาด…ต้องดูดี จะขาว ดำไม่สำคัญ เล็บมือเล็บเท้าต้องตัด ถ้าไม่ทาเล็บจะดีมาก ห้ามมีกลิ่นปาก และไม่ควรดื่มเหล้า เบียร์ หรือสูบบุหรี่

    เมื่อทุกอย่างพร้อม คราวนี้ก็เริ่มทำงานได้ ควรไปนั่งหรือยืนในที่ที่เหมาะสม เช่น ป้ายรถเมล์ ข้างธนาคาร ข้างห้องอาหาร หรือข้างโรงแรม อย่าไปยืนปะปนกับหญิงหากินอื่น ควรหาทำเลห่างออกมา เพื่อสร้างจุดเด่น

    หยาดรุ้ง ย้ำว่า เมื่อเรายืนเป็นจุดเด่นแล้ว สำคัญมากที่เราจะต้องสบตากับผู้ชายทุกคนที่เดินผ่านไปมา อย่าลืมว่า…ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

    สบตาก็รู้ว่า เขาและเราต้องการอะไร

    “บางที…ชายบางคน อายุมากก็จริง แต่…ลีลาแบบนี้อ่อนต่อโลกมาก เมื่อเราส่งยิ้มให้ เป้าหมาย…ก็จะยืนลังเล หรือยืนงงๆ ยืนกล้าๆกลัวๆ เพราะเขาอาจจะอ่านเราไม่ออก ว่าเราต้องการอะไรแน่…ถึงขั้นนี้…อย่ารอช้า ต้องรีบเข้าเผด็จศึกทันที

    อย่า…ปล่อยเขาให้หลุดมือไปง่ายๆ ดังนั้น…ต้องเดินไปหาอย่างช้าๆ อย่าให้เขาตื่น พร้อมพูดแบบสบายๆว่า… “เหงา…หรือเปล่า แค่…300 เอง”

    แค่นี้…เขาก็รู้แล้ว ถ้าเขาพอใจเรา ก็ต้องพูดลงในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อื่นๆต่อ…เช่น บริการดี ไม่เร่ง นวดให้ด้วย โรงแรมดี สะอาด ราคาถูก

    “เมื่อเขาพร้อม เราก็ให้เขาเดินตามห่างๆ ไปสู่จุดหมาย…โรงแรมที่ใกล้ที่สุด”

    ย่านนี้…มีโรงแรมชั่วคราวหลายแห่ง แต่ที่นิยมสุด คือ โรงแรม 39 และโรงแรมเวียงสำราญ สนนราคาชั่วโมงครึ่ง 90 บาท ลูกค้าจะต้องจ่ายพร้อมถึงราคาถุงยางอนามัยอีก 20 บาท

    เปิดห้องเสร็จเรียบร้อย เราต้องรีบเข้าโจมตีทันที ตรงนี้เขาอาจถามอะไรต่อมิอะไรเราอีกมาก ที่ทำให้เสียเวลา เช่น เป็นคนที่ไหน บ้านอยู่ใกล้หรือไกล หากินแบบนี้มานานหรือยัง สามีรู้หรือเปล่า ดังนั้น ก็…โกหกไปตามเรื่อง

    แต่…สำหรับหยาดรุ้ง ก่อนที่เธอจะพูดอะไรบางอย่างกับลูกค้า อาจถือเป็นเทคนิคเล็กๆที่ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบมาก และส่งผลทำให้เสร็จกิจเร็วขึ้น

    “หนูจะโกหกแบบสมจริงสมจังว่า รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเขามากๆ พูดไป…ผสมลีลารักเข้าไป ยันได้ว่า ปากอ่าวยังไกลเกินไป แต่ห่างแค่วาเดียว…เรือก็ล่มได้แล้ว”

    คุยกันมาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะใช้ลีลาที่ว่ากับสกู๊ปหน้า 1 หรือเปล่า เพราะเธอเล่าประวัติส่วนตัวว่า…เป็นคนต่างจังหวัด เรียนหนังสือจบ ม.6 พออายุได้ 21 ปี ก็มีสามี อาชีพค้าขายเสื้อผ้า…มีลูก 2 คน

    ต่อมา…สามีแอบไปมีเมียใหม่อาชีพค้าขายเหมือนกัน และในที่สุดก็ทิ้งขว้างลูกเมีย เธอรู้ก็ตามไปต่อว่า และก็ถูกซ้อมแทบตาย ในที่สุด…ต้องยอมแพ้เลยเลิกรากันไป

    “ไร่นาที่มี…ก็แล้งเหลือเกิน ปลูกอะไรไม่ขึ้น งานดีๆ…ก็หายาก เลยไปฝึกทำงานนวดแผนโบราณอยู่ปีกว่าๆ แต่ที่ทำงานห้ามค้าประเวณี เราเห็นเพื่อนมีเงินมากเพราะขายตัว ในที่สุดก็ยอมขายตัวตามเพื่อน”

    ขายไปขายมาเพื่อนก็ชวนเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่สถานอาบอบนวดชื่อดังกว่า 1 ปี เห็นว่าไม่ยุติธรรมเรื่องเงิน หยาดรุ้งตัดสินใจลาออก มาตั้งสำนักเองที่สนามหลวงและซอยสาเก ทำเลใหม่ทำกินได้ 2 ปีแล้ว…เป็นการหากินแบบอิสระ ทำมากได้มาก…ทำน้อยก็ได้น้อย

    หยาดรุ้งระบายความในใจต่อไปอีกว่า…ขึ้นชื่อว่าอาชีพโสเภณี ลูกผู้หญิงทุกคนไม่มีใครต้องการที่จะยึดอาชีพที่น่าละอายแบบนี้แน่นอน

    “แต่…คนเรา เมื่อไม่มีทางเลือกแล้ว ก็ต้องจำใจทำ และเมื่อตัดสินใจทำแล้ว…ก็ต้องจริงจังกับมันให้ถึงที่สุด…มีหนทางใดที่ สามารถได้เงินมาก็จะทำทันที”

    จากวันแรกที่หยาดรุ้งเบนเข็มชีวิตมายึดอาชีพนี้อย่างจริงจัง ผ่านมาถึงวันนี้…หยาดรุ้ง บอกว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เธอพยายามเก็บออมอย่างที่สุด เพื่อต้องการเงินสักก้อน ไปลงทุนทำร้านอาหารที่บ้านเกิด

    อาชีพใหม่…เปิดร้านอาหาร จะยุติอาชีพโสเภณีได้อย่างเด็ดขาด

    หยาดรุ้ง ทิ้งท้ายว่า การที่มีม็อบแดงมาชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน นับว่าเป็นโชคของหญิงหากินนับร้อยในย่านนี้ ทุกคนไม่หิวโหยเหมือนก่อน อย่างน้อยก็เอาผ้าแดงมาผูกที่แขนที่คอ ก็เดินไปเอาข้าว เอาน้ำมากินได้แล้ว…

    “นอกจากนี้ หญิงบางคนก็ได้กิ๊กม็อบแดงไปแล้วหลายคน ข่าวว่า…บางคนเป็นพ่อม่าย เมื่อม็อบเลิกก็พร้อมรับไปอยู่ด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุด สำหรับนางบังเงาอย่างพวกเรา ที่น้อยคนนักจะได้รับ…”

    ดัชนีผีขนุนข้างต้นนี้ อาจจะเอาไปอ้างอิงอะไรไม่ได้ตามหลักวิชาการ แต่ก็เป็นกระจกสะท้อนซอกมุมเล็กๆในสังคม ให้ได้เห็นถึงปัญหาปากท้อง ความอยู่รอดที่สอดแทรกอยู่ในปัญหาบ้านเมือง.
    ที่มา http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/72775

  3. ล้อมรั้วสนามหลวง ผีขนุนหมดทางดิ้น
    กรุงเทพมหานคร ล้อมรั้ว….ปิดปรับปรุงภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงไว้ทั้งหมด ให้กองทัพภาคที่ 1 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก แต่ยังไม่ประกาศว่าจะเปิดได้เมื่อไหร่?

    เท่าที่ดูจากภายนอก มีเพียงป้ายโชว์ภาพวาดสนามหลวงอย่างงดงาม ให้ผู้พบเห็นได้ยลโฉมภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงในอุดมคติไปพลางๆ

    แม้การรังสรรค์สนามหลวงให้ดูดีเป็นเรื่องดี แต่เป็นธรรมดาที่มีคนไม่เห็นด้วย

    “ปิดสนามหลวง ก็เหมือนเรามีบ้าน แล้วเอาไม้มาตีปิดหน้าต่าง จนมองไม่เห็นวิวนอกบ้านไงงั้น”

    เสียงจาก สรศักดิ์ ศาลาทอง วัย 55 ปี อดีตข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวขณะยืนรอรถเมล์ด้านถนนหน้าพระธาตุ

    สรศักดิ์ บอกว่า คนมาเคยใช้หรือคนมาเห็นสนามหลวงทุกวัน ก็ต้องอึดอัดใจอยู่บ้าง อยู่ๆมาปิดรอบเลย เห็นแต่ยอดต้นมะขาม

    ประการ ต่อมา ขอพูดตามตรง ผมก็ไม่ได้เลือกผู้ว่าฯท่านนี้ด้วย แต่มีรูปท่านรอบสนามหลวงไปหมด คิดดู…คนที่ไม่ได้เลือกท่านเป็นแสนจะอึดอัดหรือเปล่า

    “จะมอง ว่า…ท่านหาเสียงก็คงไม่ผิด เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการ ประณามตัวเองไปในตัว โดยมีรูปขยะ น้ำขัง คนจรจัด แล้วเขียนข้อความ ว่า…จะปล่อยให้สนามหลวงทรุดโทรมอย่างนี้หรือ?

    ถามว่า…แล้วใครปล่อยให้เป็นอย่างนี้ มิใช่ กทม.หรือไง”

    นี่ คือมุมขัดแย้ง แต่สำหรับมุมดีนั้นต้องยอมรับว่ามีมากมาย สรศักดิ์ บอกว่า ถ้า กทม.ทำอย่างนั้นได้จริง ตรงนี้กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทราบภายหลัง

    เช่น จะไม่มีคนจรจัดมาหลับนอน จะหางานให้ทำ จะไม่มีคนบ้า คนขอทาน มานั่งให้น่ากลัว จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นที่ออกกำลังกาย เป็นสถานที่นั่งเล่น

    อีกข้อที่น่าสงสัย สนามหลวงกับผีมะขาม ผีขนุนเป็นของคู่กันมาช้านาน ในประเด็นนี้…ท่านไม่ได้บอกว่า สนามหลวงยังจะมีหญิงขายบริการนับร้อยๆที่เดินชักชวนแขกไปเที่ยว อยู่อีกหรือเปล่า?

    เรื่องนี้คงไม่เฉพาะ สรศักดิ์ ที่สงสัย เพราะหลายคนก็คงอยากจะรู้คำตอบเหมือนกัน

    อดีต ข้าราชการฯคุยต่อไปอีกว่า ขอยืนยันที่มีการปรับภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงให้ดีขึ้น เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่จะโชว์ชาวต่างชาติได้แน่

    สิ่งที่ ขาดหายอีก คือต้องบอกให้ประชาชนชาว กทม.ทราบว่า จะแล้วเสร็จเมื่อไหร่? ทำป้ายนับถอยหลังเหมือนซ่อมสะพานหลายๆแห่ง ที่ไม่มีป้ายบอกเพราะ กทม.ใจเร็ว สั่งทำขณะย่างเข้าหน้าฝน งานเลยเดินช้ากว่าปกติ

    “ผมจะดูว่าเป็นจริงหรือเปล่า เพราะผมมาสนามหลวงทุกวัน มาแบบนี้กว่า 12 ปีแล้วครับ” สรศักดิ์อดีตข้าราชการกระทรวงศึกษาฯกล่าว

    แล้วก็มาถึงหลายๆสิ่งที่จะต้องระเห็จออกไปในขณะที่ปรับปรุงภูมิทัศน์?

    “แต่ก่อนขายน้ำดื่มและข้าวแกงรถเข็นฝั่งโน้น”

    ต้อย ทับยวง วัย 44 ปี พ่อค้ากล่าวพร้อมชี้มือไปยังป้ายรถเมล์ฝั่งสนามหลวง พร้อมออกอาการส่ายหัวไปมา

    ต้อย บอกว่า พอปิดสนามหลวง เทศกิจก็ไล่ให้มาขายฝั่งนี้ คือฝั่งกระทรวงยุติธรรม ห้ามข้ามมาเด็ดขาด มีหลายเจ้าขัดขืน…โดนจับไปแล้วด้วย

    “พอข้ามมาก็ เจอปัญหาแรกเลย คือ พ่อค้าเจ้าถิ่น ไล่ให้ไปขายที่อื่น เกือบวางมวยกันเลยก็มี คนขายของเล็กๆน้อยๆก็ถูกไล่หมด ซึ่งเราก็เข้าใจเพื่อความเจริญ”

    แต่ มีเสียงกระซิบมาว่า การที่ กทม.เร่งรีบปรับปรุงกับทหาร เพราะเหตุผลทางการเมืองรวมอยู่ด้วย พ่อค้าพวกผมก็คอการเมืองมานานและอยู่สีแดงด้วย จะให้ห้ามคิดแบบนี้ไม่ได้ เพราะ กทม.ทำไม่เคลียร์เอง

    “ย้ายมาจะว่า…ไม่ดีก็ไม่ได้ เพราะมาขายตรงนี้กลับขายดีกว่าที่จะข้ามไปฟากโน้นอีก เคยขายวันละ 700 บาท มาฝั่งนี้ขายตั้งแต่เช้ายัน 3 ทุ่ม ได้ 1,200 เป็นอย่างต่ำ…

    เหตุ ที่ขายดี เพราะ กทม.จัดให้พ่อค้าแม่ค้าแบกะดินขายของได้ตั้งแต่ริมคลองหลอด ยาวไปถึงปากคลองตลาดเลย ผู้คนก็ล้นหลาม ขี้หมู…ขี้หมาคนก็กระจายมาอุดหนุน”

    ที่ใหม่ ทำเลทอง…ถือว่า ทำรายได้ดีกว่าเก่า คิดจะด่า กทม.ก็ด่าไม่เต็มปาก

    ไม่ห่างจากร้านต้อยข้าวแกงสีแดง แต่ใจก็ชอบท่านผู้ว่าฯ กทม. ก็คือ บรรดากลุ่มหมอนวดแผนโบราณ ที่ดูจะได้รับผลกระทบหนักเหลือเกิน

    “อันนี้ของจริงเลย พวกเราเหมือนคนตกงาน”

    ไก่ อายุ 35 ปี หมอนวดแผนโบราณประจำทุ่งพระเมรุบอก

    ก่อนปิดสนามหลวง จะมีหมอนวดตัว นวดฝ่าเท้า ราว 80 คน นั่งเรียงราย ทำหน้าที่บริการคนขี้เมื่อยทั่วไป รายได้ต่อคนต่อวัน 600-1,000 บาท

    “ถ้ามีม็อบแดง หรือเวทีปราศรัยใหญ่ ยอดรายได้จะไปถึง 2,000 บาทเลย”

    เหตุที่คนชอบนวดที่สนามหลวง…ประการแรก…ที่จอดรถสะดวก จอด

    ตรงไหนก็ได้ จอดแล้วคนนวดก็มองเห็นรถตัวเอง ไม่ต้องกลัวหาย ไม่ต้องพะวงว่า ใครมางัดรถ

    ประการต่อมา…อากาศดี ลมพัดโชยยามเย็น ยุงก็ไม่มี มองเห็นนกบิน หน้าร้อนก็มีว่าวให้ดู

    ประการที่สาม…การนวดดูเป็นกันเอง เพราะพวกเราจะพูดจาสนิทสนมกับลูกค้าทุกคน บางคนไม่ได้มาติดฝีมือนวด แต่มาติดฝีปากหมอนวด

    ประการที่สี่…ราคาไม่แพง ชม.ละ 75-100 บาท 2 ชม. 150 ถึง 200 บาท เท่านั้น ถ้าที่อื่น…ตามร้านนวดทั่วไปจะตก 2 ชม. 300-400 บาท

    ไก่ บอกว่า รายได้ทั้งหมด อย่างที่ทราบมันเป็นค่าอาหาร ค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่าบ้านทั้งสิ้น

    ” พอ มาปิดสนามหลวง หมอนวดก็กระจายไปหมด ต่างคนต้องไปหาที่นวดเพื่อความอยู่รอดกันเอาเอง บางคนกลับไปอยู่ที่เดิม บางคนไปนวดตามบ้าน บางคนไปหางานอื่น…”

    ส่วนไก่นั้นรวมตัวกับพวก เพื่อนๆอาชีพเดียวกันได้ 5 คน มารับนวดอยู่ ข้างถนนราชดำเนินใกล้แยกคอกวัว รายได้แทบไม่มีเลย เพราะอากาศแถวนี้ไม่ดี รถวิ่งกันทั้งคืนทั้งวัน…

    “ก็ดีที่ กทม.ทำสนามหลวงให้ดี ตรงนี้ไม่มีใครเขาว่า ถ้าให้ดี ควรหาสถานที่นวดให้ด้วยจะดีมากเลย” ไก่หมอนวดวัย 35 ปี ว่า

    เดินเตร่มาเรื่อยๆก็มาถึงตัวจริงเสียงจริง ตำนานคู่สนามหลวงที่ไม่อยู่ ในหมวดหมู่ปรับปรุงภูมิทัศน์ท้องสนามหลวง

    “ไม่เดือดร้อนไงไหว เคยเรียกแขกที่สนามหลวง มาปิดแบบนี้จะไปหากินอะไรได้อีก”

    จันทร์ (นามสมมติ) วัย 26 ปี เจ้าของตำนานผีขนุน ผีมะขามสนามหลวง บอก

    จันทร์ เล่าว่า แต่ก่อนเดินจับแขกตามสนามหลวงบ้าง ริมถนนบ้าง ได้

    คืนละ 4-5 ราย รายละ 300-400 บาท วันละ 1,200 เป็นอย่างต่ำ เดือนละกว่า 30,000 บาท

    “ทำมาปีกว่า มีเงินส่งไปให้พ่อแม่ที่บ้านนอก ส่งลูกให้เรียนหนังสือ เปลี่ยนหลังคาที่น้ำรั่วได้…”

    พอ กทม.มาปิดสนามหลวง ทุกอย่างก็เหมือนถูกปิด…การทำมาหากินเงียบสนิทไปหมด จะข้ามไปหาแขกย่านซอยสาเก หรือริมคลองหลอด ก็ไม่ได้ เพราะเขามีการแบ่งเขตกันมานานแล้ว ใครๆก็กลัวมีเรื่อง

    สถานการณ์วันนี้…บางคนก็ยังอยู่ที่เก่า เดินไปเดินมาริมถนน บางรายก็มีแขก บางรายเดินทั้งคืนไม่ได้เลย

    บางคนต้องไปอาศัยหากินกับกลุ่มกะเทย แถวๆวังสราญรมย์ ก็ยิ่งไม่ได้แขกใหญ่ เพราะคนที่เที่ยวเขาต้องกะเทย มิใช่ผู้หญิง น่าเห็นใจมาก

    จันทร์ บอกว่า ทราบหรือเปล่าบางคนนั้นยากจนจริงๆ รูปร่างหน้าตา ผิวพรรณไม่ดีเลย 1 เดือนจะมีแขกสักคนสองคน พวกเราก็ต้องช่วยเหลือกันไปในฐานะอาชีพเดียวกัน ยิ่งมาปิดสนามหลวง เท่ากับฆ่าเขาทั้งเป็น

    “มองในทางที่ดี…เอาไว้ ก่อน อนาคตการหากินอาจดีขึ้น ถ้ามีการปรับสภาพสนามหลวงเป็นที่เที่ยวจริง ช่องทางหากินพวกเราอาจเติบโตกว่าเก่า”

    สุ้มเสียงของจันทร์ ผู้สืบสานตำนานแห่งท้องสนามหลวง มีนัยแห่งความหวัง.
    ที่มา นสพ.ไทยรัฐ

Leave a Reply